วันเสาร์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2559

โรคสมองเสื่อม ( Dementia )


โรคสมองเสื่อม ( Dementia )

            โรคสมองเสื่อมเป็นคำที่เรียกกลุ่มอาการต่างๆที่เกิดขึ้นเนื่องจากการทำงานของสมองที่เสื่อมลงหลายๆด้าน คนทั่วไปมักเข้าใจว่าผู้ป่วยมีความบกพร่องเฉพาะความจำเท่านั้น แต่จริงแล้ว ยังมีปัญหาในการใช้ความคิด การเรียนรู้สิ่งใหม่ การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ พฤติกรรม และบุคลิกภาพ จนส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตประจำวันทั้งในด้านการงาน การเข้าสังคม และชีวิตส่วนตัว โดยขณะที่แพทย์ประเมินผู้ป่วยว่ามีสมองเสื่อมหรือไม่ ผู้ป่วยต้องไม่มีอาการสับสนอย่าง ฉับพลันหรือมีระดับการรู้สึกตัวบกพร่อง
ปัจจัย / สาเหตุ
ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดสมองเสื่อม ได้แก่

  • อายุมาก
  • ประวัติครอบครัวเป็นโรคสมองเสื่อม
  • ดื่มสุราเรื้อรัง
  • ใช้ยาเสพติด
  • มีประวัติโรคซึมเศร้า
  • มีโรคปัญญาอ่อน
  • ได้รับอันตรายทางสมอง เช่น เลือดคั่งในสมอง (  ภาวะเลือดออกในเนื้อสมอง )
  • มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ เช่น โรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง โรคความดันโลหิตสูง สูบบุหรี่
  • ประวัติเคยมีภาวะสับสนฉับพลัน
  • เคยสัมผัสโลหะหนักบางชนิดเรื้อรังเป็นเวลานานเช่น สารตะกั่ว สารหนู
  • มีโรคทางระบบประสาท เช่น โรคพาร์กินสัน
  • ติดเชื้อเอชไอวี

อาการ
            อาการของโรคสมองเสื่อมมีความแตกต่างได้หลากหลาย และโรคเดียวกันผู้ป่วยแต่ละคนก็อาจมีอาการและความรุนแรงที่แตกต่างกันเช่น บางรายมีอาการหลงลืมเป็นอาการเด่น บางรายมีอาการด้านพฤติกรรม หรือการใช้ภาษาเป็นอาการเด่น เป็นต้น โดยความผิดปกตินี้จะเกิด ขึ้นต่อเนื่องนานอย่างน้อย 6 เดือน
อาการโรคสมองเสื่อมที่ผู้ใกล้ชิดผู้ป่วยจะสังเกตได้คือ
  • มีความบกพร่องในความจำ การรับรู้ หรือเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ: เช่น ลืมคำพูดระหว่างการสนทนา จึงถามซ้ำๆบ่อยๆหรือพูดวกวนในเรื่องเก่าๆ ลืมเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเช่น กินข้าวแล้วก็บอกว่ายังไม่กิน ลืมของมีค่าบ่อยๆเช่น กระเป๋าสตางค์ นาฬิกาข้อมือ กุญแจบ้าน เป็นต้น หลงทางในที่ที่คุ้นเคยเช่น ออกจากบ้านแล้วหาทางกลับบ้านไม่ถูก หรือลืมว่าต้องนั่งรถประจำทางสายใดทั้งๆที่เดิมเคยนั่งอยู่เป็นประจำ เป็นต้น
  • มีความบกพร่องเกี่ยวกับการรับรู้สิ่งรอบตัว: เช่น จำวันที่ เดือน ปีไม่ได้ จำชื่อเพื่อน สมาชิกในครอบครัว และบ้านเลขที่ตัวเองไม่ได้
  • มีพฤติกรรมผิดปกติ: เช่น มีความบกพร่องในการตัดสินใจแก้ปัญหาเช่น นั่งดูน้ำเดือดบนเตาเฉยๆหรือปล่อยให้น้ำล้นอ่างโดยไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร มีการวางแผนงานหรือความ สามารถในการทำงานลดลง ไม่กล้าตัดสินใจหรือตัดสินใจผิดในเรื่องเล็กๆน้อยๆ มีสุขอนามัยเปลี่ยนไปจากเดิมเช่น ไม่ยอมอาบน้ำ เสื้อผ้าสกปรก หรือไม่โกนหนวดในผู้ชายซึ่งเปลี่ยน แปลงไปจากเดิม หรือมีพฤติกรรมที่คนปกติทั่วไปไม่ปฏิบัติเช่น ชอบขโมยของในร้านค้า เป็นต้น บางคนอาจมีอาการทางจิตเวชเช่น เห็นภาพหลอน หูแว่ว (ประสาทหลอน) มีความเชื่อหรือความคิดหลงผิด นอนไม่หลับ เดินไปเดินมาตอนกลางคืน หรือนอนมากเกินไปทั้งกลางวัน - กลางคืน
  • มีอารมณ์ที่ผิดปกติ: เช่น อารมณ์เฉยเมย เฉื่อยชา ไม่อยากคุยกับใคร แยกตัวจากสังคม หรือมีอารมณ์แปรปรวนโมโหง่าย พูดจาก้าวร้าว มีความอดทนต่ำ รอนานไม่ได้ ขาดความสนใจในสิ่งที่เคยชอบมาก่อน ขาดแรงจูงใจในการทำกิจกรรมใดๆเช่น เดิมชอบทำสวนปลูกต้นไม้ก็เลิกทำโดยไม่มีสาเหตุที่เป็นเหตุเป็นผล
  • การเปลี่ยนแปลงด้านความคิด: มีความคิดที่ไม่ยืดหยุ่น มีความบกพร่องในการใช้ภาษา ทั้งภาษาพูดและภาษาเขียนเช่น นึกคำไม่ออก ใช้คำที่เสียงใกล้เคียงกันเช่น เรียกเสื้อเป็นแสง ใช้คำศัพท์แปลกๆแทนหรือใช้คำว่า ไอ้นั่น ไอ้นี่ พูดตะกุกตะกักไม่เป็นประโยคต่อ เนื่อง พูดน้อยลงหรือไม่พูดเลย มีความคิดสร้างสรรค์ลดลง มีความบกพร่องในการเริ่มต้นหัวข้อสนทนา เป็นต้น
  • มีความบกพร่องในการประกอบกิจวัตรและในกิจกรรมประจำวัน: เช่น ไม่อาบน้ำ ไม่แต่งตัว หรือแต่งตัวไม่เหมาะสมเช่น ใส่เสื้อชุดนอนไปซื้อของที่ตลาด กลั้นอุจจาระ -ปัสสาวะไม่ได้ หรือปล่อยให้ราดในที่สาธารณะ กินอาหารมูมมามเปลี่ยนไปจากเดิม ไม่สามารถทำกิจวัตรที่เคยทำเป็นประจำได้เช่น เคยทำอาหารได้ก็ลืมขั้นตอนการทำ รสชาติอาหารต่างไปจากเดิม เคยใช้โทรศัพท์มือถือได้ ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าได้ ก็ทำไม่ได้ จนในที่สุดจะมีลักษณะเป็นเหมือนเด็กไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้

การวินิจฉัย

            โดยการซักประวัติและการตรวจทางห้องปฏิบัติการ  
            ก. การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง ( CT scan brain ): การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ เป็นการใช้รังสีเอกซเรย์ตรวจสมองในภาพตัดขวาง ทำให้เห็นความผิดปกติในเนื้อสมองที่การเอกซเรย์ธรรมดามองไม่เห็นเช่น เห็นเลือดคั่งในสมอง, บริเวณที่สมองขาดเลือด และเนื้องอกในสมอง เป็นต้น ข้อห้ามในการตรวจเช่น ผู้ป่วยที่มีประวัติแพ้อา หารทะเล แพ้สารทึบแสง/สารทึบรังสี แพ้สารอาหารอื่นๆ โรคไตวาย ก่อนตรวจต้องงดน้ำงดอาหาร และงดยาตามที่เจ้าหน้าที่ที่ห้องเอกซเรย์แนะนำ ถ้าหากมีข้อห้ามในการตรวจเช่น เคยแพ้สารทึบแสงหรืออาหารทะเล ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ทราบก่อนทำการตรวจ บางรายอาจได้รับน้ำเกลือทางหลอดเลือดดำหากจำเป็นต้องฉีดสารทึบแสง ขณะตรวจผู้ป่วยจะนอนหงายบนเตียงธรรมดา หากรู้สึกผิดปกติสามารถพูดดังๆเพื่อแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบได้ หลังจากทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองแล้ว ถ้าเกิดมีผื่นคัน หายใจลำบาก ควรรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที ซึ่งผู้ป่วยสามารถกินอาหารได้ปกติและควรดื่มน้ำมากๆโดยเฉพาะผู้ป่วยที่ได้รับการฉีดสารทึบแสง
            ข. การตรวจสมองด้วยเครื่องสนามแม่เหล็กกำลังสูง ( MRI brain ) : การตรวจสมองด้วยเครื่องสนามแม่เหล็กกำลังสูง (MRI brain) เป็นการตรวจสมองโดยการส่งคลื่นวิทยุเข้าไปกระตุ้นเซลล์ของเนื้อเยื่อต่างๆของสมอง ในขณะที่ผู้ป่วยนอนอยู่ในสนามแม่เหล็กและนำสัญญาณซึ่งต่างกันที่ได้รับจากการกระตุ้นนำมาสร้างเป็นภาพด้วยระบบคอมพิวเตอร์ และสามารถ สร้างภาพได้หลายระนาบ การตรวจวิธีนี้จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับความผิดปกติของเนื้อสมองได้ละเอียดมากขึ้นกว่าการทำเอกซเรย์สมองคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะพยาธิสภาพที่เป็นความผิดปกติของหลอดเลือด เช่น สมองฝ่อ เนื้อสมองตายเหตุขาดเลือด หรือการเปลี่ยนแปลงของเนื้อสมองบางบริเวณ เป็นต้น แต่ค่าใช้จ่ายด้วยการตรวจเอมอาร์ไอสูงกว่าเอกซเรย์คอมพิวเตอร์มากและไม่สามารถทำได้ในทุกโรงพยาบาล

การรักษา

การรักษาโรคสมองเสื่อมได้แก่ 1. การรักษาปัญหาการลดลงของสติปัญญาและ 2. การรักษาปัญหาทางพฤติกรรมและจิตเวชในผู้ป่วยสมองเสื่อม
            1. การรักษาปัญหาการลดลงของสติปัญญา: ในปัจจุบันโรคสมองเสื่อมเป็นโรคที่รักษาไม่หายขาด ยาที่มีในปัจจุบันเป็นเพียงยาที่ชะลอการดำเนินโรคหรือรักษาตามอาการ ยาที่ได้รับการยอมรับทั่วไปได้แก่ ยากลุ่มที่ออกฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ชื่อ อะซีติลโคลีนเอสเทอเรส ( Acetylcholineesterase, สารสื่อประสาทชนิดหนึ่ง ) คือ ยาในกลุ่ม Acetylcholineesterase inhibitor; AChEI ( เช่น โดนีพีซิล / Donepezil, ไรวาสติกมีน / Rivastigmine, กาแลนตามีน /Galantamine ) และยาที่ออกฤทธิ์ต้านการทำงานของตัวรับเอ็นเอ็มดีเอ ( NMDA/N-methyl-D-aspartate receptor antagonist ) ที่เยื่อหุ้มเซลล์ ซึ่งเป็นกลไกหนึ่งในการเกิดโรคสมองเสื่อมโดยเฉพาะชนิดอัลไซเมอร์
            2. การรักษาปัญหาทางพฤติกรรมและจิตเวช: แบ่งเป็นการรักษาด้วย 2.1 การไม่ใช้ยา และ 2.2 ใช้ยา
2.1 การรักษาโดยไม่ใช้ยา: การรักษาส่วนนี้มีความสำคัญมากต้องพิจารณาก่อนเสมอ ถ้าไม่ได้ผลจึงให้การรักษาส่วนนี้ควบคู่กับการให้ยาดังกล่าวใน 
2.2 ซึ่งการรักษาโดยไม่ใช้ยาประกอบไปด้วย
  • การจัดสิ่งแวดล้อมให้เหมือนที่อยู่ตามปกติ: ควรจัดสิ่งแวดล้อมให้ง่ายต่อการทำกิจกรรมต่างๆ โดยพยายามเปลี่ยนแปลงให้น้อยที่สุด แต่จะปรับเปลี่ยนในกรณีที่ไม่เหมาะสมเป็นอันตรายแก่ผู้ ป่วยเช่น ควรเอาพรมเช็ดเท้าที่ทำให้ลื่นหกล้มได้ง่ายออก ควรมีไฟบริเวณทางเดินไปห้องน้ำตอน กลางคืน ควรมีราวจับในห้องน้ำห้องส้วมและบันไดพื้นบ้าน รวมถึงในห้องน้ำห้องส้วมควรแห้งอยู่เสมอ ควรจัดห้องนอนอยู่ชั้นล่างใกล้ห้องน้ำ ไม่มีสิ่งกีดขวางทางเดินรวมทั้งบริเวณหน้าและหลังบ้านด้วย
  • การใช้ภาษา: ควรให้ความเคารพนับถือผู้ป่วยเหมือนเป็นผู้ใหญ่คนหนึ่ง อย่าดูแลเขาเหมือนเป็นเด็กเล็ก ผู้ดูแลต้องใจเย็น พยายามใช้สายตาเป็นสื่อปลอบโยนผู้ป่วย ใช้ภาษาที่สุภาพสั้นและง่ายต่อการเข้าใจ ให้เวลาผู้สูงอายุในการถามหรือตอบ พยายามหลีกเลี่ยงการสนทนาที่มีคำถามเยอะๆที่ต้องตอบหลายคำตอบ เพราะทำให้ผู้ป่วยสับสนและมีพฤติกรรมก้าวร้าวตามมาได้ ควรจัดสิ่งแวดล้อมไม่ให้มีเสียงดังเช่น เปิดโทรทัศน์หรือวิทยุเสียงดัง
  • การจัดกิจกรรมประจำวัน: ควรให้ผู้ป่วยได้ทำกิจกรรมมากที่สุดเท่าที่ทำได้ เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจแก่ผู้ป่วย ควรให้ความช่วยเหลือบางส่วนถ้าผู้ป่วยไม่สามารถทำได้เอง ให้เวลาผู้ป่วยในการทำกิจกรรม ถ้าผู้ป่วยไม่สามารถทำได้ ให้อธิบายใหม่ใช้คำพูดที่เข้าใจง่ายสั้นๆตรงไปตรงมา พยายามทำขั้นตอนของกิจกรรมให้สั้นลงถ้าผู้ป่วยไม่สามารถทำได้อาทิ การแต่งตัว ให้บอกทีละขั้นตอนให้ผู้ป่วยทำเอง ถ้าทำไม่ได้จึงค่อยช่วยเหลือ ที่สำคัญต้องเข้าใจว่าผู้ป่วยมีอาการขึ้นๆลงๆได้ บางวันทำได้ วันถัดไปอาจทำไม่ได้ หรือแม้แต่ในวันเดียวกันก็มีความแตกต่างกันได้ การใช้พฤติกรรมบำบัดอาจมีประโยชน์เช่น การฟังเพลงร้องเพลงร่วมกัน การให้ผู้ป่วยรำลึกความหลังโดยดูรูปเก่าๆการคุยถึงเหตุการณ์ในรูปนั้นๆการบำบัดรักษาโรคโดยใช้กลิ่นหอม (Aromatherapy )การรดน้ำต้นไม้ปลูกต้นไม้ การสัมผัสและการนวด ควรทำกิจกรรมในวันหนึ่งๆให้เป็นกิจวัตรเหมือนกันทุกวันเพื่อให้ผู้ป่วยไม่สับสน
  • การดูแลสุขอนามัย: ผู้ป่วยมักลืมหรือไม่สนใจสุขอนามัยส่วนบุคคลซึ่งอาจก่อให้ผู้ดูแลกังวล และต้องดูแลมากขึ้น ผู้ป่วยอาจไม่อยากให้ใครมาช่วยเหลือเรื่องส่วนตัวเช่น อาบน้ำ แต่งตัว ผู้ดูแลจึงอาจช่วยเหลือบางขั้นตอน ควรส่งเสริมให้ทำเป็นกิจวัตรประจำวัน และควรพาผู้ป่วยไปพบทันตแพทย์ เป็นระยะๆเพื่อตรวจว่ามีปัญหาในช่องปากหรือไม่
  • อาการอุจจาระและปัสสาวะราด: อาจเนื่องจากผู้ป่วยมีความจำกัดทางกายภาพเช่น ปวดข้อเข่าจึงไปเข้าห้องน้ำไม่ทัน มีการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ หรือเนื่องจากกระเพาะปัสสาวะไวต่อการกระตุ้นกว่าปกติจึงมีปัสสาวะราด ดังนั้นต้องแจ้งให้แพทย์ทราบเพื่อหาสาเหตุและแก้ไขก่อนที่จะบอกว่าเป็นจากโรคสมองเสื่อมซึ่งไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ในผู้ที่มีปัสสาวะราด ผู้ดูแลต้องแน่ใจว่าผู้ป่วยได้รับปริมาณน้ำเพียงพอต่อวัน หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีสารกาเฟอีนเช่น ชา กาแฟ อาจจัดตารางการถ่ายปัสสาวะเช่น เข้าห้องน้ำทุก 4 ชั่วโมงและเข้าห้องน้ำก่อนนอนตอนกลางคืน ไม่ดื่มน้ำมากก่อนนอน ใส่เสื้อผ้าที่ถอดออกง่ายเมื่อไปเข้าห้องน้ำเช่น กางเกงยางยืด เสื้อผ้าค่อน ข้างหลวม หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ พิจารณาใช้แผ่นอนามัยผ้ากันเปื้อนที่กันน้ำได้วางไว้บนเก้าอี้ที่ผู้ป่วยนั่งและที่เตียงนอน
  • อาการนอนไม่หลับ: ญาติควรหากิจกรรมให้ผู้ป่วยทำตอนบ่ายๆ หลีกเลี่ยงการนอนหลับยาวตอนกลางวัน ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับรูปแบบการนอนเพื่อพิจารณาหยุดหรือเปลี่ยนยาที่อาจทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับ และแน่ใจว่าจัดห้องนอนให้เหมาะสมต่อการนอน ผู้ป่วยสามารถเดินเข้าห้องน้ำตอนกลางคืนได้ปลอดภัย หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ กาเฟอีน และยานอนหลับ อาจให้ดื่มนมอุ่นๆก่อนนอนและให้เข้านอนเป็นเวลา
  • พฤติกรรมก้าวร้าวและอาการ                         ทางจิตเวช: เช่น คิดหลงผิด หวาดระแวง เห็นภาพหลอน หูแว่ว อาการเหล่านี้อาจเป็นอาการจากตัวโรคเอง หรือเป็นจากยา จากสิ่งแวดล้อมเป็นตัวเสริมเช่น ตาและหูทำงานบกพร่อง จึงระแวงว่าคนอื่นกำลังนินทาตนเอง ผู้ดูแลควรพยายามหาว่าสิ่งกระตุ้นพฤติกรรม นั้นๆคืออะไร ที่สำคัญต้องเข้าใจและอดทนต่อพฤติกรรมของผู้ป่วยว่าเป็นจากตัวโรค ผู้ป่วยไม่ได้ตั้ง ใจให้เป็นเช่นนั้น เมื่อมีพฤติกรรมก้าวร้าว พยายามเบนความสนใจผู้ป่วยไปเรื่องอื่น และหลีกเลี่ยงสาเหตุเสริมที่ทำให้พฤติกรรมนั้นเป็นมากขึ้น หากผู้ป่วยเดินไปมาไม่หยุด ควรมองหาว่าเดินเพราะอะไร มีตัวกระตุ้นหรือไม่เช่น มีเสียงดังจึงอยากเดินหนี หรือจากผลข้างเคียงจากยา ก็ให้แก้ไขต้น เหตุนั้นๆก่อนที่จะโทษว่าเป็นอาการหนึ่งของโรคสมองเสื่อม
  • อาการซึมเศร้า: ผู้ป่วยอาจแสดงออกมาในรูปของอารมณ์เสียใจ น้อยใจ กังวล คิดว่าตนเองไร้ค่า อยากฆ่าตัวตายหรืออาจเฉยเมย แยกตัวออกจากสังคม ซึ่งอาจเป็นอาการจากโรคสมองเสื่อมเองหรือมีโรคซึมเศร้าร่วมด้วย ซึ่งกรณีหลังสามารถรักษาได้ด้วยยารักษาโรคซึมเศร้า
  • การพูดจาซ้ำซาก: ผู้ดูแลควรให้ความมั่นใจผู้ป่วยว่า ทุกอย่างเรียบร้อยดีไม่ต้องกังวล พยายามเบี่ยงเบนไปทำกิจกรรมอื่น อาจมีเครื่องช่วยเตือนความจำเช่น กระดานหรือสมุดจดกิจกรรมที่ทำประจำวัน พยายามตอบคำถามหรือเปลี่ยนการตอบคำถามเป็นเรื่องราวสนทนากันมากกว่าพูดซ้ำๆอยู่ที่เดิม
2.2.1 การรักษาโดยการใช้ยา: จะให้ยาในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการรุนแรงหรือให้การรักษาโดยการไม่ใช้ยาแล้วไม่ได้ผลเข่น ยาที่รักษาโรคจิตกลุ่มเก่า / กลุ่มดั่งเดิม ( เช่น ยาฮาโลเพอริดอล/Halope ridol ) และยารักษาโรคจิตกลุ่มใหม่ ( เช่น ยารีสเพอดิโดน / Risperidone ยาโองานซาพีน /Olanzapine )








ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น