Generalized Anxiety Disorder
ความกังวลเล็กน้อยนั้นเป็นผลดี
เพราะทำให้รู้จักเตรียมตัวต่อเหตุการณ์ที่จะเกิดในอนาคต
แต่ถ้ามากเกินไปจนเป็นผลกระทบต่อการทำงานหรือชีวิตประจำวัน ก็อาจถือได้ว่าเป็นกลุ่มอาการของ
“โรค/ภาวะวิตกกังวล ( Anxiety disorder )” ได้
โดยทั่วไปคนเราเมื่อเจอตัวกระตุ้น ( Stressor ) เช่น ใกล้สอบ
หรือต้องนำเสนองานต่อสาธารณชน มีอาการตื่นเต้น ใจสั่น เหงื่อออก
ซึ่งเกิดจากความคิดล่วงหน้าเชิงลบ เช่น “เราต้องทำข้อสอบได้ไม่ดีอย่างแน่นอน” หรือ
“ถ้าเราพูดผิดไปจะโดนคนอื่นตำหนิหรือเปล่า”
โดยทั่วไปอาการวิตกกังวลเหล่านี้มักจะหายไปอย่างชัดเจน
เมื่อทำงานสำเร็จลุล่วงไปแล้ว อย่างไรก็ตามในผู้ป่วยโรควิตกกังวล พบว่าความ
คิดซ้ำๆเหล่านี้ไม่ได้หายไปเมื่อทำงานลุล่วงไปแล้ว แต่ยิ่งเป็นมากขึ้น เพราะคิดว่ามันยังไม่สม
บูรณ์ จนส่งผลต่อการทำงานและการใช้ชีวิต
สาเหตุ
1. ปัจจัยด้านจิตใจ
แนวคิดทฤษฎีจิตวิเคราะห์มองว่าอาการวิตกกังวลเป็นจากความขัดแย้งใจจิตไร้สำนึกที่ไม่ได้ถูกแก้ไข
มีความผิดปกติในแง่ของการรับรู้และแปลผลต่อเหตุการณ์ต่างๆ ในลักษณะมองโลกในแง่ร้าย
และยังประเมินความสามารถในการแก้ปัญหาของตนต่ำเกินจริงอีกด้วย
จึงทำให้เกิดความรู้สึกกลัวและกังวล
2. ปัจจัยด้านชีวภาพ ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับสารสื่อประสาทหลายตัว เช่น GABA,
serotonin ส่วนปัจจัยทางพันธุกรรมยังมีการศึกษาน้อยอยู่
เท่าที่มีก็ไม่พบความเกี่ยวข้องที่ชัดเจน
อาการ
อาการทางกาย
ซึ่งเกิดจากการตอบสนองทางระบบประสาทอัตโนมัติมากเกิน ไป เช่น เหงื่อแตก ใจสั่น
หายใจเร็ว ปวดท้องเกร็ง ในผู้ป่วยโรคแพนิกบางรายอาจมีอาการรุนแรงขนาดทำให้เกิดภาวะมือจีบ
( การเกร็งของนิ้วมือ )
และหมดสติได้ อย่างไรก็ตามอาการทางกายมักเป็นแค่ชั่วคราว
โดยเฉพาะเวลาที่มีตัวกระตุ้น
กลุ่มอาการทางความคิดหมกมุ่น
ซึ่งมักเป็นเรื้อรังมากกว่า ทั้งที่ผู้ป่วยรู้ตัวดีว่าความคิดไร้เหตุผล
แต่ก็ไม่สามารถกำจัดความคิดเหล่านั้นออกไปได้ เช่น ผู้ป่วยโรคย้ำคิดย้ำทำ
จะมีความคิดว่า ลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือผู้ป่วยโรควิตกกังวลทั่วไป
จะมีความกังวลล่วง หน้าในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง ในผู้ป่วยหลายราย
อาการทางกายและทางความคิดมีความสำคัญอย่างชัดเจน เช่น เมื่อมีอาการใจสั่น
ผู้ป่วยก็เริ่มกังวลว่าจะเป็นโรคหัวใจอันตราย เมื่อกังวลมากขึ้นก็ยิ่งทำให้ใจสั่นมากขึ้น
มีอาการเหล่านี้กลับไปมาตลอดเวลา จนเป็นวงจรของโรควิตกกังวล
การวินิจฉัย
A มีความวิตกกังวลมากเกินกว่าเหตุ (apprehensive expectation) ต่อหลายๆเรื่อง
B ผู้ป่วยรู้สึกว่าไม่สามารถควบคุมความกังวลนี้ได้
C มีอาการทางกายต่างๆ ดังต่อไปนี้ ( อย่างน้อย 3 ใน 6 ข้อ, หรือ ในเด็กมีเพียง 1 ใน
6 ข้อ )
1) กระสับกระส่าย
2) อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย
3) มีปัญหาด้านสมาธิ ความจำ
4) หงุดหงิด
5) ปวดเมื่อย ตึงตามกล้ามเนื้อ
6) มีปัญหาเกี่ยวกับการนอน
D อาการทั้งหมดเป็นอยู่บ่อยๆ นานกว่า 6 เดือน
การรักษา
การรักษาที่ดีที่สุด คือ การรักษาโดยจิตบำบัดร่วมกับการใช้ยา
1. จิตบำบัด
Cognitive
behavior therapy โดยแก้ไขการมองโลกที่ผิดไปของผู้ป่วย
ให้กลับมามองอย่างถูกต้อง ร่วมกับการใช้ relaxation technique เพื่อลดอาการทางกาย
Psychodynamic psychotherapy โดยพยายามช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจสาเหตุของความวิตกกังวล
และสามารถทนกับความกังวลนั้นได้มากขึ้น
2. การรักษาด้วยยา
Benzodiazepine
เช่น diazepam ขนาด 5-15
มก./วัน จะช่วยลดอาการวิตกกังวลและอาการทางกายได้ดี
ซึ่งควรให้ยาต่อเนื่องอย่างน้อย 6 เดือน
Selective
Serotonin Reuptake Inhibitor ( SSRI ) การใช้ sertraline หรือ paroxetine ได้ผลดี
การใช้ยา
Benzodiazepine
หรือ SSRI ควรให้นานต่อเนื่อง 6-12 เดือน หรืออาจจะให้ไปนานกว่านั้นได้ เพราะพบว่าหลังหยุดยาร้อยละ 60-80 มีโอกาสกลับเป็นซ้ำได้อีก ส่วนใหญ่ไม่ค่อยพบอาการดื้อยา ( tolerance ) ในผู้ป่วยกลุ่มนี้
Propranolol ใช้เพื่อลดอาการใจสั่น มือสั่น โดยปรับขนาดยาให้สามารถลดชีพจรได้
5-10 ครั้ง/นาที และต้องระวังผลข้างเคียงคือ depression
, nausea และ bradycardia
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น