วันเสาร์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2559

โรค Generalized Anxiety Disorder


Generalized Anxiety Disorder


            ความกังวลเล็กน้อยนั้นเป็นผลดี เพราะทำให้รู้จักเตรียมตัวต่อเหตุการณ์ที่จะเกิดในอนาคต แต่ถ้ามากเกินไปจนเป็นผลกระทบต่อการทำงานหรือชีวิตประจำวัน ก็อาจถือได้ว่าเป็นกลุ่มอาการของ “โรค/ภาวะวิตกกังวล ( Anxiety disorder )” ได้ โดยทั่วไปคนเราเมื่อเจอตัวกระตุ้น ( Stressor ) เช่น ใกล้สอบ หรือต้องนำเสนองานต่อสาธารณชน มีอาการตื่นเต้น ใจสั่น เหงื่อออก ซึ่งเกิดจากความคิดล่วงหน้าเชิงลบ เช่น “เราต้องทำข้อสอบได้ไม่ดีอย่างแน่นอน” หรือ “ถ้าเราพูดผิดไปจะโดนคนอื่นตำหนิหรือเปล่า” โดยทั่วไปอาการวิตกกังวลเหล่านี้มักจะหายไปอย่างชัดเจน เมื่อทำงานสำเร็จลุล่วงไปแล้ว อย่างไรก็ตามในผู้ป่วยโรควิตกกังวล พบว่าความ คิดซ้ำๆเหล่านี้ไม่ได้หายไปเมื่อทำงานลุล่วงไปแล้ว แต่ยิ่งเป็นมากขึ้น เพราะคิดว่ามันยังไม่สม บูรณ์ จนส่งผลต่อการทำงานและการใช้ชีวิต

สาเหตุ

            1. ปัจจัยด้านจิตใจ แนวคิดทฤษฎีจิตวิเคราะห์มองว่าอาการวิตกกังวลเป็นจากความขัดแย้งใจจิตไร้สำนึกที่ไม่ได้ถูกแก้ไข มีความผิดปกติในแง่ของการรับรู้และแปลผลต่อเหตุการณ์ต่างๆ ในลักษณะมองโลกในแง่ร้าย และยังประเมินความสามารถในการแก้ปัญหาของตนต่ำเกินจริงอีกด้วย จึงทำให้เกิดความรู้สึกกลัวและกังวล
            2. ปัจจัยด้านชีวภาพ ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับสารสื่อประสาทหลายตัว เช่น GABA, serotonin ส่วนปัจจัยทางพันธุกรรมยังมีการศึกษาน้อยอยู่ เท่าที่มีก็ไม่พบความเกี่ยวข้องที่ชัดเจน

อาการ

            อาการทางกาย ซึ่งเกิดจากการตอบสนองทางระบบประสาทอัตโนมัติมากเกิน ไป เช่น เหงื่อแตก ใจสั่น หายใจเร็ว ปวดท้องเกร็ง ในผู้ป่วยโรคแพนิกบางรายอาจมีอาการรุนแรงขนาดทำให้เกิดภาวะมือจีบ         ( การเกร็งของนิ้วมือ ) และหมดสติได้ อย่างไรก็ตามอาการทางกายมักเป็นแค่ชั่วคราว โดยเฉพาะเวลาที่มีตัวกระตุ้น
            กลุ่มอาการทางความคิดหมกมุ่น ซึ่งมักเป็นเรื้อรังมากกว่า ทั้งที่ผู้ป่วยรู้ตัวดีว่าความคิดไร้เหตุผล แต่ก็ไม่สามารถกำจัดความคิดเหล่านั้นออกไปได้ เช่น ผู้ป่วยโรคย้ำคิดย้ำทำ จะมีความคิดว่า ลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือผู้ป่วยโรควิตกกังวลทั่วไป จะมีความกังวลล่วง หน้าในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง ในผู้ป่วยหลายราย อาการทางกายและทางความคิดมีความสำคัญอย่างชัดเจน เช่น เมื่อมีอาการใจสั่น ผู้ป่วยก็เริ่มกังวลว่าจะเป็นโรคหัวใจอันตราย เมื่อกังวลมากขึ้นก็ยิ่งทำให้ใจสั่นมากขึ้น มีอาการเหล่านี้กลับไปมาตลอดเวลา จนเป็นวงจรของโรควิตกกังวล

การวินิจฉัย

          A มีความวิตกกังวลมากเกินกว่าเหตุ (apprehensive expectation) ต่อหลายๆเรื่อง
          B ผู้ป่วยรู้สึกว่าไม่สามารถควบคุมความกังวลนี้ได้
          C มีอาการทางกายต่างๆ ดังต่อไปนี้ ( อย่างน้อย 3 ใน 6 ข้อ, หรือ ในเด็กมีเพียง 1 ใน 6 ข้อ )
                   1) กระสับกระส่าย
                   2) อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย
                   3) มีปัญหาด้านสมาธิ ความจำ
                   4) หงุดหงิด
                   5) ปวดเมื่อย ตึงตามกล้ามเนื้อ
                   6) มีปัญหาเกี่ยวกับการนอน
          D อาการทั้งหมดเป็นอยู่บ่อยๆ นานกว่า 6 เดือน

การรักษา

          การรักษาที่ดีที่สุด คือ การรักษาโดยจิตบำบัดร่วมกับการใช้ยา
1. จิตบำบัด
          Cognitive behavior therapy โดยแก้ไขการมองโลกที่ผิดไปของผู้ป่วย ให้กลับมามองอย่างถูกต้อง ร่วมกับการใช้ relaxation technique เพื่อลดอาการทางกาย
          Psychodynamic psychotherapy โดยพยายามช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจสาเหตุของความวิตกกังวล และสามารถทนกับความกังวลนั้นได้มากขึ้น
2. การรักษาด้วยยา
          Benzodiazepine เช่น diazepam ขนาด 5-15 มก./วัน จะช่วยลดอาการวิตกกังวลและอาการทางกายได้ดี ซึ่งควรให้ยาต่อเนื่องอย่างน้อย 6 เดือน
          Selective Serotonin Reuptake Inhibitor ( SSRI ) การใช้ sertraline หรือ paroxetine ได้ผลดี         
            การใช้ยา Benzodiazepine หรือ SSRI ควรให้นานต่อเนื่อง 6-12 เดือน หรืออาจจะให้ไปนานกว่านั้นได้ เพราะพบว่าหลังหยุดยาร้อยละ 60-80 มีโอกาสกลับเป็นซ้ำได้อีก ส่วนใหญ่ไม่ค่อยพบอาการดื้อยา           ( tolerance ) ในผู้ป่วยกลุ่มนี้
          Propranolol ใช้เพื่อลดอาการใจสั่น มือสั่น โดยปรับขนาดยาให้สามารถลดชีพจรได้ 5-10 ครั้ง/นาที และต้องระวังผลข้างเคียงคือ depression , nausea และ bradycardia

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น