วันเสาร์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2559

โรคปัญญาอ่อน ( Mental Retardation )


โรคปัญญาอ่อน ( Mental Retardation )

            คือ ภาวะที่สมองหยุดพัฒนาหรือพัฒนาไม่สมบูรณ์ ทำให้เกิดความบกพร่องของทักษะต่างๆ เช่น ด้านสติปัญญา ภาษา การเคลื่อนไหว และทางสังคม ภาวะปัญญาอ่อนอาจมีหรือไม่มีความผิดปกติทางกายหรือทางจิตร่วมด้วยก็ได้

สาเหตุ

1.       เกิดจากโรคทางสมอง หรือโรคทางกายที่มีผลกระทบต่อระบบประสาท เช่น แม่ที่มีภาวะครรภ์เป็นพิษ แม่ติดสารเสพติด ได้รับยาหรือสารพิษระหว่างตั้งครรภ์ การคลอดผิดปกติ โรคขาดสารไอโอดีน ขาดเหล็ก หรือทารกที่ได้รับสารตะกั่ว สารปรอทตั้งแต่เด็ก
2.       สาเหตุจากพันธุกรรม เกิดจากความผิดปกติของโครโมโซม
3.       ปัญญาอ่อนเกิดขึ้นได้ทุกช่วงอายุของเด็ก ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา จนกระทั่งสมองได้พัฒนาเต็มที่ คือ อายุประมาณ 18 ปี อาจจะเกิดในช่วงขณะตั้งครรภ์ ขณะคลอด รวมไปถึงปัญญาทางกรรมพันธุ์ และที่ไม่ทราบสาเหตุ แม้ว่าจะได้พยายามตรวจอย่างละเอียดแล้วก็ตาม
4.       อาจเกิดจากปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม เช่น จากสมอง ได้รับการกระทบกระเทือนจากอุบัติเหตุ หรือจากการใช้เครื่องมือช่วยในการทำคลอด การใช้สารเคมีในขณะตั้งครรภ์, ขณะคลอด และหลังคลอด บางรายเกิดจากกัมมันตภาพรังสี โดยเฉพาะในรายที่รับการบำบัดทางรังสีวิทยา เป็นต้น
5.       อาจเกิดจากปัจจัยทางจิตและสังคม ได้แก่ ความผิดปกติในปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เลี้ยงดูกับเด็ก ความผิดปกติทางจิตของผู้เลี้ยงดูเด็ก หรือของเด็กเอง

อาการ

                   ·            พฤติกรรมที่แสดงความสามารถต่ำกว่าคนในอายุเดียวกัน เช่น ความสามารถในการเรียนรู้ การแก้ไขปัญหา การปรับตัว ในเด็กเล็กจะเห็นพัฒนาการช้ากว่าเกณฑ์ปกติ
                   ·            วัดระดับสติปัญญา ( ไอคิว ) ได้ต่ำกว่า 70
                   ·            อาการมักเป็นตั้งแต่เกิด และเป็นต่อเนื่องไปตลอดชีวิต
                   ·            ผู้ที่เป็นโรคปัญญาอ่อน มักจะพบอาการมาตั้งแต่วัยเด็ก เริ่มต้นจากพัฒนาการทุกด้านจะช้า เช่น ยืนช้า, เดินช้า, พูดช้า, ความเข้าใจกฏเกณฑ์ และสังคมจะช้า ความจำไม่ดี สอนให้ทำอะไรจะทำได้ช้าและลืมง่าย เมื่อเข้าสู่วัยอนุบาล ครูจะเห็นพัฒนาการทุกด้านช้ากว่าเพื่อนในวัยเดียวกัน เมื่อเข้าสู่วัยประถมก็มักจะเรียนช้า,ทำงานช้า, สอบตก, ซ้ำชั้น ถ้าปัญญาอ่อนมากก็เรียนไม่ได้เลย

การรักษา

การฟื้นฟูสมรรถภาพในบุคคลที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญา  มีดังนี้ 
            1. การฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์ ( Medical Rehabilitation )
            การส่งเสริมพัฒนาการ( Early Intervention ) การจัดโปรแกรมการฝึกทักษะที่จำเป็นในการเรียนรู้ เพื่อนำไปสู่พัฒนาการปกติตามวัยของเด็ก จากการวิจัยพบว่า เด็กที่ได้รับการฝึกทักษะที่จำเป็นในการพัฒนาแต่เยาว์วัย จะสามารถเรียนรู้ได้ดีกว่าการฝึกเมื่อเด็กโตแล้ว ทันทีที่วินิจฉัยว่าเด็กมีภาวะบกพร่องทางสติปัญญา
            กายภาพบำบัด  เด็กที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญามักจะมีพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหวร่างกาย     ( motor development ) ช้ากว่าวัย นอกจากนี้เด็กที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญาขนาดหนักและหนักมาก ส่วนใหญ่ก็จะมีความพิการทางระบบประสาทส่วนกลาง ( central nervous system ) ด้วย ทำให้มีการเกร็งของแขน ขา ลำตัว จึงจำเป็นต้องแก้ไขอาการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ เพื่อช่วยลดการยึดติดของข้อต่อ และการสูญเสียกล้ามเนื้อ เด็กจะช่วยตัวเองได้มากขึ้น เมื่อเจริญวัยขึ้น
            อรรถบำบัด  เด็กที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญาเกินกว่าร้อยละ 70 มีปัญหาการพูดและการสื่อความหมาย กระบวนการฝึกในเรื่องนี้ มิใช่เพื่อให้เปล่งสำเนียงเป็นภาษาที่คนทั่วไปเข้าใจเท่านั้น แต่จะเริ่มจากเด็กต้องฝึกใช้กล้ามเนื้อช่วยพูด บังคับกล้ามเนื้อเปล่งเสียง ออกเสียงให้ถูกต้อง ซึ่งการฝึกพูดต้องกระทำตั้งแต่เด็กอายุต่ำกว่า 4 ปี จึงจะได้ผลดีที่สุด
            2.การฟื้นฟูสมรรถภาพทางการศึกษา ( Educational Rehabilitation )
            3.การฟื้นฟูสมรรถภาพทางอาชีพ ( Vocational Rehabilitation )
            4. การใช้ยา ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อทำให้ความบกพร่องทางสติปัญญาหายไป หรือช่วยให้สมองดีขึ้น แต่ใช้เพื่อบรรเทาความรุนแรงของปัญหา หรืออาการที่เกิดร่วมด้วย เช่น ลมชัก พฤติกรรมรุนแรง ปัญหาด้านอารมณ์ ปัญหาด้านสมาธิ เป็นต้น



  

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น